เวลาทำการ : 09.00 - 18.00 AM. - PM.

เกณฑ์ใหม่ปี 2569: รถทุกคันต้องทำประกัน “ระบุผู้ขับขี่” จริงหรือ? พร้อมสิ่งที่เจ้าของรถต้องรู้
ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป วงการประกันรถยนต์ไทยกำลังจะมี “การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ” ที่กระทบเจ้าของรถทุกคน เพราะสำนักงาน คปภ. เตรียมออกหลักเกณฑ์ใหม่ บังคับให้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทุกประเภทต้อง “ระบุชื่อผู้ขับขี่” ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนตั้งคำถามว่า จริงหรือ? จำเป็นแค่ไหน? และจะมีผลกระทบอะไรบ้าง?
ในฐานะนายหน้าประกันภัยที่ให้ข้อมูลอย่างเป็นกลางและถูกต้อง P.C.K Broker ขอพาทุกท่านทำความเข้าใจแบบละเอียดและชัดเจนที่สุด
ประกันระบุผู้ขับขี่ คืออะไร?
คือการทำประกันรถยนต์โดยกำหนด “ตัวบุคคล” ที่สามารถขับรถคันนั้นได้ โดยมาตรฐานทั่วไประบุชื่อผู้ขับได้ สูงสุด 2 คน เหมาะสำหรับรถที่ใช้งานเฉพาะคนในบ้านหรือใช้ประจำคนเดียว
ข้อดีเดิมของประกันชนิดนี้คือ
- ได้ส่วนลดเบี้ยประกันสูงกว่ากรมธรรม์แบบไม่ระบุผู้ขับ
- เบี้ยจะคิดตาม “อายุ – เพศ – พื้นที่ใช้งาน” ของผู้ขับ ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงจริงมากกว่า
ยืนยันแล้ว: ต้นปี 2569 รถทุกประเภทต้องระบุชื่อผู้ขับขี่
จากปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของไทยที่ติดอันดับโลก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลยาว คปภ. จึงเตรียมใช้นโยบาย บังคับให้ทุกกรมธรรม์ภาคสมัครใจต้องระบุชื่อผู้ขับขี่ ตั้งแต่:
วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
แนวคิดนี้มาจากการผลักดันให้ผู้ขับขี่มีวินัยมากขึ้น และทำให้บริษัทประกันสามารถประเมินความเสี่ยงได้ตรงตามความเป็นจริง
เหตุผลสำคัญที่ คปภ. ต้องปรับเกณฑ์ประกันใหม่
1) เพิ่มสิทธิ์ส่วนลดประกันรถยนต์ให้มากขึ้น (สูงสุด 40% + 40%)
นโยบายใหม่จะทำให้ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมดี ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนลด 40% + 40% คืออะไร?
✓ ส่วนลดประวัติดี (Good Driving Discount) – สูงสุด 40%
ได้แก่ ผู้ขับที่ไม่มีเคลมผิด ไม่มีประวัติอุบัติเหตุรุนแรง หรือมีพฤติกรรมขับรถอย่างระมัดระวังทั้งปีกรมธรรม์
✓ ส่วนลดระบุผู้ขับขี่ – สูงสุด 40%
เป็นส่วนลดเพิ่มสำหรับกรมธรรม์ที่ระบุผู้ขับขี่อย่างชัดเจน ทำให้บริษัทประกันมีข้อมูลเชิงลึก ได้แก่
• อายุ
• เพศ
• จังหวัดที่อยู่อาศัย
• ข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุย้อนหลัง
ผู้ที่ขับดีเป็นทุนเดิม จะสามารถรับส่วนลดแบบทบกันได้สูงสุดถึง 80%
2) ก้าวสู่ยุคประกันภัยเฉพาะบุคคล (Personalised Insurance)
การระบุผู้ขับขี่ช่วยให้บริษัทประกันออกแบบกรมธรรม์ได้ตรงตามพฤติกรรมของผู้ใช้รถจริง เช่น
- ผู้ขับอายุ 45 ปี มีประวัติดี → เบี้ยลดลง
- ผู้ขับอายุ 20 ปี ใช้รถกลางคืนบ่อย → เบี้ยสะท้อนความเสี่ยงตามจริง
นี่คือการพัฒนาสู่ระบบประกันภัยที่ “เป็นธรรมและยุติธรรม” ยิ่งขึ้น
3) ลดอุบัติเหตุ ส่งเสริมการขับขี่อย่างมีวินัย
เมื่อผู้ขับขี่รู้ว่า “ประวัติการขับรถ” ส่งผลต่อเบี้ยประกันโดยตรง ก็จะช่วยจูงใจให้:
- ขับรถระมัดระวังมากขึ้น
- ลดความเสี่ยงเกิดเหตุ
- ลดค่าเคลมโดยรวม
- ส่งผลเชิงบวกต่อเบี้ยประกันของผู้ขับดีในระยะยาว
เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้เอาประกัน – บริษัทประกัน – และสังคมโดยรวม
ควรรับมืออย่างไรกับเกณฑ์ใหม่ปี 2569
1) เลือกระบุชื่อผู้ขับ “เฉพาะคนที่ขับจริง”
หากระบุชื่อคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง อาจทำให้สิทธิส่วนลดหายไป
2) วางแผนเบี้ยประกันตั้งแต่เนิ่น ๆ
เพราะเกณฑ์ใหม่อาจทำให้เบี้ย “บางกลุ่ม” สูงขึ้น แต่คนขับดีจะได้ลดมากขึ้นเช่นกัน
3) ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนทำประกัน
เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดหรือการไม่คุ้มครองกรณีผิดเงื่อนไขผู้ขับ
4) เปรียบเทียบแผนประกันให้คุ้มที่สุด
แต่ละบริษัทคิดเบี้ยไม่เท่ากัน การเปรียบเทียบจึงช่วยประหยัดได้มาก
P.C.K Broker มีบริการเปรียบเทียบทุกบริษัทให้ในที่เดียว พร้อมคำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ
สรุป: การทำประกันแบบระบุผู้ขับขี่—เปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
เกณฑ์ใหม่ปี 2569 ไม่ได้มีผลในเชิงลบอย่างที่หลายคนกังวล ตรงกันข้ามคือ:
- ทำให้เบี้ยประกัน “เป็นธรรมขึ้น”
- ผู้ขับดีจะได้ ส่วนลดสูงกว่าเดิมมาก
- บริษัทประกันประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำ
- ส่งเสริมความปลอดภัยบนถนน
ดังนั้น หากคุณเป็นคนขับดี ขับระวัง และส่วนใหญ่เป็นฝ่ายถูกเวลามีอุบัติเหตุ เกณฑ์ใหม่นี้คือ “ข่าวดี” สำหรับคุณโดยตรง
ต้องการเช็กเบี้ย – ปรึกษา – เปรียบเทียบประกันรถทุกบริษัทในที่เดียว?
P.C.K Broker พร้อมช่วยคุณเลือกแผนประกันที่ “คุ้มค่าที่สุด เหมาะกับความเสี่ยงที่สุด”
โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยตัวจริง
📞 ติดต่อเราได้ทันที
💬 ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย


